การเลือกตากล้อง phuket photographer ให้เหมาะสมกับการใช้ชิ้นงาน

อาชีพช่างถ่ายรูป phuket photographer  เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่มีส่วนเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในการสะสมความทรงจำดี ๆ ในโอกาสต่าง ๆ หรือไม่ก็ในวันพิเศษต่าง ๆ อาทิงานวันเกิด งานวันรับปริญญา งานครบรอบ วิวาหมงคล แต่จะเลือกคัดคนถ่ายรูป อย่างใดที่จะทำให้เราได้ตากล้องได้ตรงกับลักษณะและแบบในการใช้งาน

โดยหลักในการเลือกช่างภาพให้ตรงกับความต้องการในการใช้งานนั้น มีหลักในการเลือกพิจารณา ดังต่อไปนี้

  1. ควรจะเลือกเฟ้นช่างกล้องที่มีความเชี่ยวชาญในการงาน ด้วยการดู portfolio ของช่างถ่ายรูป ว่าแนวการถ่ายแฟชั่นใช้ในแบบที่เรามุ่งหมายใช่ไหม เนื่องด้วยตากล้องทุกคนจะมีแนวในการถ่ายหนังที่แตกต่างกันไป
  2. พึงจะขอดู Profile งานการฉายรูปในหลากหลายรูปแบบ เพื่อดูฝีไม้ลายมือในการถ่ายแบบแบบต่าง ๆ
  3. สมควรคัดเลือกคนถ่ายรูปที่มีช่องทางที่ต่อได้สบาย และสื่อสารแน่ไม่ว่าจะเป็นชื่อ, เลขหมายโทรศัพท์, E-mail, LineID, IG, ลิงค์ตัวอย่างงาน หรือแหล่งที่อยู่
  4. ควรมีการกำหนด(เวลา)พบเรื่องตกลงเวลาในงานการให้มั่นใจ และเป็นการศึกษาเล่าเรียนนิสัยใจคอของคนถ่ายรูป รวมทั้งระบุนัดหมายในการส่งงาน สำหรับความตระหนักในการงานด้วยกัน และไม่พึงจะจ่ายวางมัดจำก่อนได้ข้อสัญญาที่มั่นใจ
  5. ควรจะมีการกำหนดวันส่งงานที่ถูกต้อง พร้อมด้วยจะมีการส่งแฟ้มให้ในแบบใดบ้าง
  6. ควรจะมีการวิเคราะห์ถึงค่าครองชีพหลากหลาย ให้ตรงตามความอยากก่อนมัดจำ

การกรองช่างกล้องยกเว้นข้อแบ่งที่กำหนดแล้ว อย่าลืมเช็กเรื่องราวของตากล้องจากทางหน้าอินเตอร์เน็ตเพราะด้วยคนที่เราสนใจจัดจ้างมีประวัติเรื่องราวอย่างไร เพราะพอร์ตงานไม่ได้รับประกันเรื่องฝีไม้ลายมือ เป็นได้ว่าอาจนำภาพจากที่อื่นไม่ก็ช่างถ่ายรูปบุคคลอื่นมาแอบอ้าง เพราะฉะนั้นจะจัดจ้างคนถ่ายรูปผู้ใดนอกจากผลงานที่จำต้องดู มูลค่าที่จำเป็นต้องพิจารณา เรื่องเรื่องราวช่างภาพก็ห้ามพลาดพลั้งที่จะตรวจสอบ เนื่องมาจากไม่ยังงั้นชิ้นงานวันสำคัญอาจจะเหลือแค่ทัศนียภาพความทรงจำให้หลับตานึกถึง เลยอยากจะมาแนะลู่ทาง http://www.nindka.com ให้ลองเข้าดูรูปกันดูนะค่ะ

คำจำกัดความของ พีแอลซีที่พึงตระหนักและนำไปใช้กับผลงาน

โปรแกรมพีแอลซี คือวัสดุอุปกรณ์บังคับการกิจการงานของเครื่องยนต์กลไกไม่ก็วิธีการทำงานต่างๆ เพราะว่าชั้นในมี Microprocessor เป็นมันสมองสั่งการที่สำคัญ พีแอลซีจะมีส่วนที่เป็นอินพุตและเอาต์พุตที่สามารถต่อออกไปใช้งานได้ทันการ ตัวตรวจวัดไม่ก็สวิทตช์ต่างๆ จะต่อกับอินพุต ส่วนเอาต์พุตจะใช้ต่อออกไปบังคับการกิจการงานของวัสดุอุปกรณ์หรือเครื่องกลที่คือความมุ่งหมาย เราอาจจะสร้างวงจรไม่ก็แบบของการควบคุมได้โดยการป้อนเป็นรายการข้อบังคับเข้าไปข้างใน พีแอลซี ยิ่งไปกว่านี้ยังสามารถใช้งานร่วมกับวัสดุอุปกรณ์อื่นอาทิเช่นเครื่องอ่านบาร์โค๊ด  เครื่องพิมพ์

ซึ่งในปัจจุบันนี้นอกจากเครื่องมือพีแอลซี จะใช้งานแบบโดดเดี่ยว แล้วยังอาจต่อพีแอลซี หลายๆ ตัวเข้าด้วยกัน สำหรับควบคุมกิจการงานของระบบให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้นด้วยจะมองเห็นได้ว่าการใช้งานพีแอลซี มีความยืดหยุ่นมากเช่นนั้นในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ จึงเปลี่ยนแปลงมาใช้พีแอลซีเพิ่มมากขึ้น

พีแอลซี คือวัสดุอุปกรณ์ชนิดโซลิด – สเตท ที่ดำเนินการแบบลอจิก การดีไซน์หน้าที่ของพีแอลซี จะใกล้เคียงกับแนวคิดทำงานของคอมพิวเตอร์ จากนโยบายขั้นต้นแล้ว พีแอลซีจะกอบด้วยวัสดุอุปกรณ์ที่เรียกว่า Solid-State Digital Logic Elements เพื่อดำเนินการและปลงใจแบบลอจิก พีแอลซีใช้เพื่อคุมขั้นตอนทำงานของเครื่องกลและวัสดุอุปกรณ์ข้างในโรงงานอุตสาหกรรม

การใช้ PLC เพื่อสั่งงานเครื่องกลไกหรือเครื่องมือต่างๆ ข้างในโรงงานอุตสาหกรรมจะมีข้อได้เปรียบกว่าการใช้ระเบียบของรีเลย์ ซึ่งจำต้องเดินสายกระแสไฟฟ้า ไม่ก็ที่เรียกว่า Hard- Wired ฉะนั้นเมื่อมีความจำเป็นที่ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการผลิต ไม่ก็จัดลำดับการงานใหม่ ก็จำเป็นจะต้องเดินสายกระแสไฟฟ้าใหม่ ซึ่งเสียเวล่ำเวลาและเสียค่าใช้จ่ายสูง แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้ พีแอลซี แล้ว การเปลี่ยนแปลงขบวนการผลิตไม่ก็ลำดับหน้าที่ใหม่นั้นทำกันได้โดยการแปรเปลี่ยนรายการใหม่เท่านั้น สนใจข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.tic.co.th/index.php?op=product-index&cid=10&tid=73

ลักษณะของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

12248173_10153211422566200_3920893482939897599_o

การทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีหลายรูปแบบ ลักษณะของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เราสามารถแยก ออกเป็นประเภทใหญ่ๆได้ ดังนี้

1.การซื้อขายทั่วไป การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ เป็นการซื้อขายที่มีลักษณะคล้ายกับการซื้อขายในธุรกิจอื่นๆทั่วไป เช่น การซื้อมาแล้วขายไป ผลตอบแทนหรือส่วนต่างที่ได้คือกำไร ต่างกันที่การซื้อขายในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในทางกฎหมายกำหนดให้ต้องทำนิติกรรมเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ เช่น โฉนดที่ดินเป็นเอกสารสิทธิที่แสดงตัวผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนั้นๆ ทั้งนี้ ก็เพราะว่าอสังหาริมทรัพย์เป็นทรัพย์สินที่มูลค่าสูง จึงต้องมีกฎหมายควบคุมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา

2.การปล่อยเช่า ลักษณะการปล่อยเช่า เช่น การให้เช่าหอพัก อพาร์ตเมนต์ เช่าห้องพัก เช่าบ้าน ให้เช่าโกดังเก็บสินค้า เช่าอาคารพาณิชย์ สำนักงานให้เช่า หรือการเช่าที่ดินว่างเปล่า  เป็นการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เรียกว่า  “เสือนอนกิน” เพราะเมื่อลงทุนสร้างหรือซื้ออาคารซื้อที่ดินว่างเปล่าแล้วนำออกให้เช่า ก็จะทำให้เกิดรายได้อย่างสม่ำเสมอ และเป็นรายได้ที่ตายตัว ทำให้มีเงินใช้สอยไม่ขาดมือ

3.การเป็นนายหน้าซื้อขายหรือเช่า เป็นอาชีพที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย เช่น เป็นนายหน้าซื้อขายที่ดิน ซื้อขายรถยนต์ ส่วนใหญ่ทำเป็นอาชีพเสริมหรือทำเป็นงานเสริม แต่การซื้อขายแต่ละครั้งอาจทำให้นายหน้ามีรายได้สูงถึง 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถและองค์ประกอบด้านอื่นๆด้วย

9 ขั้นตอน เริ่มต้นทำ การตลาดออนไลน์

เจ้าของธุรกิจหลายคนจะรู้สึกเหมือนกันว่า การตลาดออนไลน์ เป็นเรื่องที่สลับซับซ้อน และเข้าใจยาก หลายต่อหลายครั้งที่เขาจ่ายเงินทำโฆษณาออนไลน์ไป แต่กลับไม่ได้ลูกค้ามากขึ้นดังที่ใจคิด

อีกทางหนึ่งที่เจ้าของธุรกิจจะทำ คือ การจ้างนักการตลาดออนไลน์เป็นที่ปรึกษา ดูแลการตลาดออนไลน์ให้แทน แต่ถ้าหากยังไม่ได้ผล ทำไมเจ้าของธุรกิจถึงไม่ลองทดสอบและเรียนรู้ด้วยตัวเองบ้างล่ะ ? ซึ่งอาจจะพบวิธีทำการตลาดออนไลน์และได้ลูกค้าใหม่ๆมาก็เป็นได้

social-media-sharing

บทความนี้ ” 9 ขั้นตอน เริ่มต้นทำ การตลาดออนไลน์ ” จะเป็นการแนะนำ วิธีการทำการตลาดออนไลน์ด้วยตัวเอง ซึ่งนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุด ที่จะลองลงทุนเรียนรู้ และหาหนทางในการทำการตลาดออนไลน์ด้วยมือของคุณเองครับ

  1. เริ่มต้นที่ Social Media

Social Media คือ เครือข่ายผู้บริโภคขนาดใหญ่ สถานที่ที่สามารถสร้างการรับรู้ (Awareness) และการ PR เป็นอย่างดี เพราะด้วยความสามารถในการกดชอบ (like), แสดงความคิดเห็น (Comment) และการแชร์ (Share) ล้วนส่งผลดีแทบทั้งสิ้น

สามารถสร้าง Facebook Fanpage ได้ที่ คลิ๊กสร้าง Fanpage

  1. เริ่มต้นเขียนบล็อก (Blog)

อย่าเพิ่งปฏิเสธการเขียน Blog เพราะ การเขียนบทความ (Articles) ใน Blog นั้นมีคุณค่ากับธุรกิจเป็นอย่างยิ่ง เช่น การสร้างการรับรู้ (Awareness), ความน่าเชื่อถือ (Credibility) และ ความเป็นผู้นำในกลุ่มธุรกิจ (Authority)

Tip : การเขียน Blog จะไม่เหมือนการเขียนงานเรียงความในมหาลัย (ซึ่งนั้นอาจเป็นสิ่งสุดท้ายที่ท่านเขียน) โปรดใช้เทคนิคการเขียนที่ง่ายต่อการอ่านแบบสแกน และย่อยข้อมูลให้เข้าใจง่าย โดยเนื้อหาใจความโดยรวมไม่หลุดประเด็นไปจากหัวข้อหลัก

  1. สร้างความสำพันธ์ ผ่านช่องทางสื่อ

สื่อออนไลน์เป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มจำนวนการเข้าถึงของคนเข้าชมใหม่ๆ ถ้าที่ปรึกษาหรือทีมงาน ไม่ได้สร้างสายสำพันธ์กับนักเขียน หรือ Bloggers ไว้เลย มันคงน่าเสียดายมาก เพราะผู้เข้าชมส่วนใหญ่จะอยากติดต่อและพูดคุย สอบถามกับธุรกิจนั้นๆที่เขาสนใจ

 

Tip : ติดตามนักเขียน ในช่องทางสื่อออนไลน์ต่างๆ เช่น Facebook, Twitter ในกลุ่มธุรกิจของท่าน เพื่อที่จะแบ่งปันเนื้อหา แสดงความคิดเห็น เพื่อทราบทิศทางร่วมกันในอนาคต เวลาที่จะต้องนำเสนอข่าวสารร่วมกัน

  1. นำเสนอเนื้อหาที่คนเข้าชมต้องการ

เชื่อมกับลูกค้าคนสำคัญได้ง่ายดายผ่านเนื้อหาที่ปรับแต่งเพื่อให้ใช้งานง่าย ในทางข้อมูล 61% ของลูกค้าส่วนใหญ่จะซื้อสินค้าจาก Brand ที่นำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกัน

Tip : ใส่ใจปัญหาผู้ฟังเป็นหัวข้อสำคัญในการทำเนื้อหาที่จะนำเสนอ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดเนื้อหา และพัฒนารายงาน, eBooks, คู่มือ และ โพสบล็อก ที่ให้คุณค่ากับลูกค้าของท่าน

  1. ใส่ใจการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติ (Analytics)

มันง่ายดายที่จะรู้ว่าช่องทางสื่อออนไลน์ไหน ที่สร้างจำนวนคนเข้าชมได้มากมายผ่านเครื่องมือสถิติ เช่น Google Analytics เป็นต้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ท่านไม่ควรทิ้งมัน หากแต่จะช่วยทำให้โฟกัสการทำงานได้มากยิ่งขึ้นในสื่อนั้นๆ

Tip : ติดตั้ง Google Analytics ในเว็บไซต์ของคุณ เพื่อที่จะเช็คว่า กลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์ ผ่านช่องทางไหนที่ได้ผลที่สุด

  1. เช็คให้แน่ใจว่า eMail Marketing ยังสื่อสารถึงคนอ่านอยู่เสมอ

หากพูดถึงทุกวิธีทำการตลาด eMail Marketing ยังคงใช้ได้ผลอยู่เสมอ เป็นหนทางที่จะส่งเนื้อหาไปถึงผู้อ่านได้โดยตรง เพื่อเปลี่ยนให้เป็นลูกค้าที่จะซื้อของจากท่าน และยิ่งท่านมีฐานสมาชิก eMail List มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งประสบความสำเร็จในการเข้าถึงมากขึ้นเท่านั้น

Tip : โปรดใช้เวลาและใส่ใจกับหัวข้อใน eMail ให้มากหน่อย เพราะ 64% ของผู้รับจะเปิด eMail หลังจากที่เขาอ่านหัวข้อแล้วสนใจ เวลาที่ท่านใช้ไปกับการสร้างสรรค์หัวข้อ eMail จะช่วยการันตีถึงจำนวนการเปิดอ่านได้มากยิ่งขึ้น

  1. ปรับแต่งเว็บไซต์ (SEO) ให้ดีเยี่ยม

เช็คให้แน่ใจว่า Keywords บทเว็บไซต์ของท่าน เป็นสิ่งที่คนอ่านกำลังค้นหาอยู่จริงๆ ด้วยเครื่องมือวางแผนคำหลัก (Keyword Planner Tools) ของ Google ใน Adwords

หากในเว็บไซต์ของท่านไม่มีเนื้อหา หรือ Keywords ที่เกี่ยวข้อง จะเป็นไปได้สูงที่คนจะออกจากเว็บไซต์ของท่านทันที ส่งผลให้อัตราการออก (Bounce rate) ใน Google Analytics สูงขึ้น และ การตอบสนองจากผู้อ่านจะลดน้อยลงไป

 

Tip : หากธุรกิจของท่านมีคำค้นหา (keywords) ที่หลากหลาย โปรดอย่ามองข้ามคำค้นหาที่เป็นภาษาพูด เพราะคำเหล่านี้ผู้อ่านมักจะใช้พิมพ์คําค้นหาใน Google ท่านสามารถใส่คำภาษาพูดที่เข้าใจง่ายในหน้า Blog ของท่านได้ครับ

  1. จัดเวลาเป็น นักเขียน Blog รับเชิญบ้าง (Guest Blogging)

ท่านสามารถเข้าถึงคนอ่านได้มากมายผ่าน Blog ของท่าน แต่ท่านก็สามารถเพิ่มจำนวนคนอ่านใน Blog อื่นๆที่มีชื่อเสียงได้ผ่านการเป็นนักเขียน Blog รับเชิญ ซึ่งมีหลายๆ Blog ก็ยินดีต้อนรับ Guest Blogging

Tip: การเขียน Guest Blogging ควรเขียนในเนื้อหาที่มีเป็นประโยชน์กับคนอ่านของเจ้าของ Blog เป็นสำคัญ เพื่อที่เนื้อหาที่เขียนนั้น สอดคล้องกับเนื้อหาเดิมใน Blog ก่อนหน้านี้

  1. เช็คให้แน่ใจว่า ขั้นตอนการทำงานทั้งหมด รวมกันเป็นหนึ่งเดียว และสอดคล้องกันเป็นอย่างดี

ทุกขั้นตอนสามารถทำได้สำเร็จได้ แต่ควรเช็คให้แน่ใจว่าทุกขั้นตอนนั้นทำงานสอดคล้องกันเพื่อให้ถึงเป้าหมายหลัก (Goal) ที่วางไว้ของธุรกิจของท่าน

Tip : ก่อนที่จะทำการตลาดออนไลน์ ควรกำหนดเป้าหมายไว้เรียบร้อยแล้วว่าคืออะไร ? เช่น ต้องการเพิ่มจำนวนคนเข้าเว็บไซต์ (Website Traffic), เพิ่มยอดขาย 200% หรือต้องการจะโปรโมทสินค้าตัวใหม่ โดยทุกๆขั้นตอนควรพุ่งประเด็นไปที่เป้าหมายของท่าน

กลยุทธ์การทำตลาดออนไลน์ที่ไม่ควรพลาดเพื่อให้ธุรกิจเติบโต

วันและเวลาได้ผ่านไปอย่างรวดเร็วการตลาดออนไลน์ ต่างๆ ที่คาดกันไว้ก็ได้เห็นกันบ้างแล้ว บางคนอาจจะเริ่มปรับกลยุทธ์เข้าสู่เทรนด์ใหม่ไปบ้างแล้ว แต่สำหรับบางคนที่ยังตั้งหลักไม่ถูกว่าจะเริ่มต้นอย่างไร คงจะต้องรีบหน่อย วันและเวลาไม่รอใคร โดยเฉพาะการแข่งขันทางธุรกิจ กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ที่ธุรกิจจะต้องให้ความสำคัญ จริงแล้วอาจจะมีอีกหลายกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ แต่เชื่อว่าเพียง 5 กลยุทธ์นี้น่าจะทำให้ประสบความสำเร็จทางการตลาดออนไลน์ในปีนี้
1.ผู้ชื่นชอบต้องทันสมัย
ผู้ชื่นชอบในที่นี้มิได้หมายถึงเฉพาะผู้ชื่นชอบหรือ Like ในเฟซบุ๊คเท่านั้น แต่รวมไปถึงผู้ติดตามในทวิตเตอร์ อีเมล์สมาชิกหรือลูกค้า หรือแม้กระทั้งหมายเลขโทรศัพท์ก็ตาม โดยจะต้องปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัย เช่น ต้องไม่มีการส่งข้อความแล้วตีกลับ หรือติดต่อไม่ได้ จะต้องกระตุ้นให้ผู้ชื่นชอบที่ไม่ค่อยมีส่วนร่วมกับแบรนด์ให้เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น เช่นการสร้างกิจกรรม เกมร่วมรับรางวัล เป็นต้น ยิ่งกระตุ้นให้ผู้ชื่นชอบมีส่วนร่วมมากเท่าไร จะสามารถเข้าใจพฤติกรรมของพวกเขาได้มากขึ้นเท่านั้น เช่น การเรียนรู้พฤติกรรมจากการคลิกอ่านบทความผ่านอีเมล์ หรือการตอบกลับด้วยข้อความสั้น SMS เป็นต้น

2.เน้นที่ลูกค้าปัจจุบันมากกว่า
การได้มาซึ่งลูกค้าใหม่ก็มีความสำคัญ แต่ต้นทุนหรือความคุ้มค่าเมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาลูกค้าปัจจุบันให้คงความเป็นลูกค้าต่อไปแล้ว “การรักษาลูกค้าปัจจุบันย่อมดีกว่า” จะต้องเน้นกลยุทธ์ในการดึงลูกค้าปัจจุบันให้อยู่นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ การตลาดออนไลน์ถือว่าเป็นการตลาดที่ต้นทุนไม่สูงและสามารถเข้าถึงลูกค้าปัจจุบันของคุณได้เป็นอย่างดี อาจจะใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อสนทนากับลูกค้าเหล่านี้ เพื่อจะได้ใจลูกค้าและสร้างความประทับใจได้ในที่สุด สุดท้ายก็อาจจะได้ลูกค้าเป็นตัวแทนหรือ แบรนด์แอมบาสเตอร์ของก็ได้

3.นำเสนอให้แตกต่างกับลูกค้าที่ต่างกัน
ผู้บริโภคทุกคนต้องการการนำเสนอที่เป็นตรงใจและเป็นตัวของเขาเองมากกว่า การสร้างกลุ่มเป้าหมายย่อยด้วยการสื่อสารแบบส่วนบุคคล (Personalization) จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีต่อผู้บริโภค การสนทนาผ่านสื่อสังคมออนไลน์ด้วยแอพพลิเคชั่น Social CRM จะเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่จะเข้าใจผู้บริโภคได้มากขึ้น หรือการสื่อสารกับผู้บริโภคด้วยแอพพลิเคชั่นการตลาดอีเมล์ที่สามารถติดตามพฤติกรรมของผู้บริโภคได้และส่งแคมเปญอีเมล์ใหม่จากพฤติกรรมเหล่านั้นเป็นต้น

4.สร้างโปรไฟล์ของผู้ชื่นชอบ
ต้องให้ความสำคัญกับโปรไฟล์หรือข้อมูลเชิงลึกของผู้ชื่นชอบของคุณมากขึ้น ข้อมูลโปรไฟล์เหล่านี้จะช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภคได้ดีมากยิ่งขึ้น โดยอาจเพิ่มคำถามเชิงลึกหลังจากที่ผู้ชื่นชอบหรือสมาชิกลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ อีกกลยุทธ์ที่ได้รับนิยมมากขึ้นคือการดึงโปรไฟล์จากเว็บไซต์สังคมออนไลน์อย่าง Facebook, Twitter หรือ G+ ในการลงทะเบียนหรือเข้าสู่ระบบในเว็บไซต์ กลยุทธ์นี้ช่วยให้ได้ข้อมูลเชิงลึกของสมาชิก โดยที่ไม่ต้องถาม เพราะสามารถได้ข้อมูลของผู้ชื่นชอบทันทีจากเว็บไซต์สังคมออนไลน์เหล่านั้น ผู้บริโภคยินดีที่จะให้ข้อมูลเชิงลึก หากเขาได้รับประโยชน์หรือบริการที่ดีมากยิ่งขึ้น

5.โมบายโมบายและโมบาย
โมบาย ทั้งสมาร์ทโฟนและแทบเล็ต จะเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการตลาดออนไลน์ และอนาคต ดังนั้นจะต้องเตรียมกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ผ่านโมบายไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ที่เป็นโมบายไซต์ หรือโมบายแอพพลิเคชั่นรวมไปถึงกิจกรรมออนไลน์ที่เคยผ่านคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปมาสู่โมบาย อาทิการสั่งซื้อออนไลน์การชำระเงินออนไลน์หรือธุรกรรมต่างๆ

ต้องยอมรับว่าการทำการในปัจจุบันมีรูปแบบและวิธีคิด วิธีการสื่อสารแตกต่างจากสมัยก่อนเป็นอย่างมาก (อาจจะนับย้อนกลับไป 10 ปี) ดังนั้นหากเปรียบเทียบนักการตลาดยุคเก่ากับนักการตลาดยุคใหม่ นั้นมีวิธีคิด รูปแบบ ช่องทางการสื่อสารถึงผู้บริโภคแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และเช่นเดียวกันผลลัพย์ หรือวิธีการวัดผลก็แทบจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงเช่นเดียวกัน